ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ
แหล่งเรียนรู้ในอำเภอเขาย้อย
ถ้ำเขาย้อย
ถ้ำเขาย้อย
ถ้ำเขาย้อย ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของเขาย้อยหลังสถานีรถไฟ เขาย้อยเป็นภูเขาที่โดดเด่นอยู่ริมทางหลวงหมายเลข 4 อยู่ก่อนถึงตัวเมืองเพชรบุรี ประมาณ 22 กิโลเมตรในถ้ำเขาย้อยนี้มีพระพุทธรูปใหญ่น้อยหลายปางประดิษฐานอยู่คลายกับถ้ำเขาหลวง หรือถ้ำเขาบันไดอิฐ ตามประวัติเล่าว่า พระพุทธรูปเหล่านี้มีมานานแล้ว และต่อมาพระครูออนวัดท้ายตลาด
มาบูรณะใหม่ และมีเกร็ดประวัติศาสตร์เล่ากันว่า สมัยเมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวยังทรงผนวชอยู่นั้น พระองค์ได้เสด็จธุดงค์วัตรมาปกกลดวิปัสสนาที่หน้าเขาย้อยแล้วทรงย้ายขึ้นมาประทับนั่งกรรมฐานอยู่ในถ้ำ เขาย้อยหลายคืน
 
 
โบสถ์ไม้สักวัดกุฏิ
โบสถ์ไม้สักวัดกุฏิ
          วัดกุฏิ บางเค็ม มามีความสำคัญเมื่อครั้งที่พระครูเกษมสุตคุณ หรือหลวงพ่อชุ่ม มาเป็นเจ้าอาวาสในปี พ.ศ. ๒๔๕๔ ท่านได้ก่อสร้างพระอุโบสถ กฏิ หอสวดมนต์ ศาลาบำเพ็ญกุศล และหอระฆังขึ้นใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระอุโบสถที่มีฐานปูน ฝาผนังด้านนอกเป็นไม้สักแกะสลักด้วยฝีมือช่างชั้นเยี่ยมตลอดทั้งหลัง โดยได้ขอนุญาตตัดไม้สักที่จังหวัดนครสวรรค์ล่องแม่น้ำเจ้าพระยามากรุงเทพฯ และจากกรุงเทพฯ ผ่านมาทางดาวคะนอง ใช้เวลา ๑ เดือน โดยไม่มีการหยุดพัก จนมาถึงคลองบางเค็ม บริเวณท่าน้ำข้างวัด จากนั้นใช้เวลาเลื่อยตัดต่อปรุงตัวไม้อีก ๒ ปี โดยการเข้าไม้ตามวิธีแบบโบราณ และแกะสลักต่อเนื่องมาโดยตลอดด้วยหวังจะให้เป็นพระอุโบสถที่ยิ่งใหญ่ในวงการพระพุทธศาสนา
 
          การก่อสร้างพระอุโบสถเริ่มตั้งแต่ปลายสมัยรัชกาลที่ ๖ และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาในสมัยรัชกาลที่ ๗ เมื่อวันที่ ๒๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๗๑ เมื่อก่อสร้างโครงสร้างส่วนต่าง ๆ เรียบร้อยแล้ว พระครูเกษมสุตคุณได้กำหนดเรื่องของภาพที่จะแกะสลัก และให้ช่างเนื่องออกแบบตัวภาพและลวดลาย โดยร่างภาพด้วยดินสอลงบนแผงไม้เกือบทั้งหดม ผู้ดำเนินการจำหลักลาย ได้แก่ นายเทียน นายเนื่อง นายหวาน และเจ๊กโฮ่ง มีค่าจ้างแกะสลักไม้ฝาพระอุโบสถแผงละ ๑ ชั่ง
          ส่วนการแกะสลักลวดลายหน้าต่าง ๑๔ คู่ และบานประตู่ ๒ บานนั้น ดำเนินการโดยช่างระย่อม ศรีสังวาลย์ ช่างแกะสลักไม้ที่มีชื่อเสียงของจังหวัดเพชรบุรี เป็นผู้ดำเนินการแต่เพียงผู้เดียว ใช้เวลาการแกะสลักกว่า ๒๐ ปี ภาพแกะสลักส่วนใหญ่เป็นภาพธรรมชาติที่มีความโดดเด่นที่สุด เช่น ต้นไม้ใหญ่ มีสัตว์เล็กแทรกอยู่ด้วย มีเขามอ สระบัว ภูเขา ลายกระหนก ลายเครือเถา และลายเทพธิดา เป็นการแกะสลักแบบลอยตัวพื้นหลังประดับกระจก ลวดลายที่แกะลึก ๒ ถึง ๓ ชั้น ทำให้สลับซับซ้อนสวยงามมาก
 
          พระอุโบสถไม้สักหลังนี้ เป็นอาคารไม้ขนาดใหญ่ ๗ ห้อง มีขนาดกว้างประมาณ ๗.๕๐ เมตร ยาว ๑๘.๗๐ เมตร เชิงฝาเป็นคอนกรีต ปรุงฝาไม้เป็นแผง ห้องละ ๑ แผง แต่ละแผงแกะสลักเป็นภาพในเรื่องทศชาติ มหาชาติ และไซอิ๋ว หน้าบันด้านหน้าเป็นไม้แกะสลักรูปเงินตรามหามงกุฎ ซึ่งใช้ในสมัยรัชกาลที่ ๔ ส่วนหน้าบันด้านหลังเป็นรูปเงินตราสมัยรัชกาลที่ ๕ ภายในพระอุโบสถไม่มีเสา แต่รอบนอกพระอุโบสถมีเสาแปดเหลี่ยมรับเชิงชาย ๓๒ ต้น และเสามุขเป็นเสาสี่เหลี่ยมอีก ๒๘ ต้น รวมทั้งสิ้น ๖๐ ต้น
 
          ลวดลายแกะสลักทั้งสิ้นเป็นฝีมือช่างพื้นบ้านที่มีความศรัทธา รวมทั้งพระภิกษุสงฆ์และประชาชนที่ให้ความร่วมมือกันเป็นอย่างดี ทำให้พระอุโบสถหลังนี้มีความสวยงามโดดเด่นเป็นพิเศษ และเหลืออยู่เพียงแห่งเดียวในประเทศไทยขณะนี้

          เรื่องราวที่แกะสลักสามารถแบ่งออกได้เป็น ๓ กลุ่ม คือ มหาชาติชาดก ๑๓ กัณฑ์ เช่น กัณฑ์ทศพร กัณฑ์หิมพานต์ กัณฑ์วนปเวศน์ กัณฑ์มัทรี และกัณฑ์กุมาร ฯลฯ นอกจากนี้ ก็มีภาพพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรและพระถังซำจั๋ง เขียนโดยฝีมือของช่างจีนชื่อเจ๊กโฮ่ง
 
          ภายในวัดกุฏิ บางเค็ม นอกจากจะมีพระอุโบสถไม้สักแกะสลักทั้งหลังแล้ว ยังมีศาลาการเปรียญซึ่งภายในมีภาพจิตรกรรมฝาผนังเป็นเรื่องราวของพระมาลัย ภาพอสุภกรรมฐาน ๑๐ และภาพพระพุทธประวัติตอนป่าเลไลยก์ ฯลฯ ซึ่งน่าชมไม่แพ้กัน
 
          วัดกุฏิ บางเค็ม ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของชาติเมื่อวันที่ ๒๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๑๘ เพราะพระอุโบสถไม้ที่มีขนาดใหญ่ มีคุณค่าทางศิลปะ ควรค่าแก่การอนุรักษ์เป็นสมบัติของแผ่นดินและเป็นพระอุโบสถไม้สักที่แกะสลักฝาผนังโดยรอบแห่งเดียวในประเทศไทย ได้รับการปฏิสังขรณ์ใหม่แล้วเสร็จเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๕

 ข้อมูลการเขียน
๑. เอกสารเผยแพร่ของวัดกุฏิ บางเค็ม
๒. คณะอนุกรรมการจัดทำโสตทัศนูปกรณ์เพื่อการศึกษาและเผยแพร่ศาสนา ในคณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ สำนักงานเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติ. วัดกุฏิ บางเค็ม โบสถ์ไม้สักจำหลักลาย. กรุงเทพฯ : บริษัททรีดีการพิมพ์ จำกัด, ๒๕๓๓

ที่มา : อนุสาร อ.ส.ท. ปีที่ ๔๔  ฉบับที่ ๑๒  กรกฎาคม ๒๕๔๗
 
ดูนกอินทรีย์ตำบลหนองปลาไหล อ.เขาย้อย จ.เพชรบุรี

ตามไปดูนกอินทรี ที่จังหวัดเพชรบุรี

        “สาวบางระมาด”...เรื่อง   สาทิพย์ ทองนาคโคกกรวด...ภาพ

 

          ตลอดเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ผู้เขียนซึ่งเริ่มดูนกเมื่อไม่นานมานี้มีโอกาสติดตามช่างภาพไปดูนกอินทรีที่บ้านทุ่งเฟื้อ ตำบลบางจากอำเภอบ้านแหลม และบริเวณใกล้เคียงที่ตำบลหนองปลาไหล อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี ถ้าชวนไปดูนกอย่างอื่นคงไม่ค่อยกระตือรือร้นสักเท่าไร แต่พอรู้ว่าเป็นนกอินทรี ซึ่งเคยคิดว่าเป็นนกที่อยู่แต่เมืองนอกไม่เคยคิดว่าจะให้เกียรติมาเที่ยวเมืองไทย เลยรู้สึกตื่นเต้นมาก ๆ อยากจะเห็นตัวจริง พอได้เห็นแล้วไม่ผิดหวังเลยยังอินเห็นรูปร่างหน้าตามันจนเดี๋ยวนี้
 
          ใครที่เห็นพื้นที่บริเวณบ้านทุ่งเฟื้อและบริเวณใกล้เคียงแล้ว จะไม่สงสัยเลยว่าทำไมนกมากมายหลายชนิดจึงมารวมกันอยู่ที่นี่นับร้อย ๆ ตัว เพราะนอกจากพื้นที่จะมีท้องทุ่งนาเขียวชอุ่ม น้ำท่าบริบูรณ์ ยังมีต้นไม้ใหญ่ขึ้นแซมที่แปลงนา โดยเฉพาะต้นตาลสัญลักษณ์ของจังหวัดนี้ ก็มีมากมายหลายต้น รวมทั้งต้นจามจุรีและต้นไม้ใหญ่ที่ไม่รู้จักชื่อ อีกทั้งสองข้างถนนยังเต็มไปด้วยต้นมะขามเทศที่กำลังออกฝักสีสวยเขียว ๆ ปนแดง ๆ เชิญชวนให้ทั้งนกทั้งคนอยากกิน
 
          นอกเหนือจากแปลงนาเขียวชอุ่มก็ยังมีผืนนาอีกหลาย ๆ แปลงซึ่งกำลังหว่านไถ น่าเสียดายที่เดี๋ยวนี้ไม่ใช้วัวควายไถนา ไม่อย่างนั้นจะได้ภาพน่าดูทั้งของคน ควาย และนกนับร้อยตัว โดยเฉพาะนกยาง ซึ่งบินไปมาตามรถไถนา ยิ่งใกล้พระอาทิตย์ตกดินด้วยแล้วจะเห็นภาพสวยงามสุดบรรยาย
          สำหรับแปลงนาที่เพิ่งเกี่ยวข้าวไปเหลือแต่ตอซังโผล่อยู่ พื้นดินเป็นที่แห้ง ๆ โล่ง ๆ พื้นที่แบบนี้ที่ทั้งเจ้าเหยี่ยวดำและนกอินทรีชอบ เราเห็นมันยืนเหลียวซ้ายแลขวาตลอดเวลา และอีกครั้งได้เห็นมันยืนก้ม ๆ เงย ๆ ช่างภาพบอกว่ามันกินหนู ระยะที่เห็นนั้นไม่ต่ำกว่า ๑๐๐-๒๐๐ เมตร
 
          ต้นเดือนมีนาคมที่ได้เห็นเจ้านกอินทรีครั้งแรกนั้นเป็นตอนเช้า อากาศเย็นสบาย มีหมอกลงหนาพอควร ตอนนั้นมันเกาะอยู่ที่ต้นจามจุรีซึ่งขึ้นอยู่กลางทุ่งโล่ง ถ้ามองด้วยตาเปล่าจะแยกไม่ออกว่าเป็นเจ้าเหยี่ยวดำหรือเจ้าอินทรี โดยเฉพาะในสายตานักดูนกสมัครเล่นอย่างเรา ที่ขำและชมความหูไวตาไวของเจ้าอินทรีนี้คือ พอช่างภาพเตรียมถ่ายรูปมีเสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้น มันบินหนีทันที ช่างภาพบอกว่ามันหันมามองตั้งแต่ตั้งขาตั้งกล้องแล้ว อะไรจะสายตายาวปานนั้น ทั้ง ๆ ที่อยู่ห่างกันเป็นร้อย ๆ เมตร
 
          พอเห็นมันบินไป ช่างภาพจึงขับรถตามวนเวียนอยู่แถวนั้น ไม่นานนักมาเจอเจ้าอินทรีเกาะตอไม้อยู่ คราวนี้เห็นใกล้กว่าตัวแรกและเริ่มเห็นลวดลายปีกชัดขึ้นเพราะหมอกเริ่มจางลง ช่างภาพบอก่าเป็นนกอินทรีหัวไหล่ขาว (Imperial Eagle) ตัวไม่เต็มวัย พอช่างภาพกดชัตเตอร์ได้ไม่กี่รูปมันก็บินหนีไป
 
          ช่วงเที่ยงถึงราวบ่ายสามโมง เราลาจากมันชั่วคราว พอถึงสามโมงก็ตามไปดูอีก ทำอย่างนี้ติดต่อกันทุกอาทิตย์ตลอดเดือนมีนาคม มันก็ร่อนมาให้เราดูดีอยู่ มามีทีเด็ดอยู่สองครั้งที่จำติดตาไม่รู้ลืม นั่นคือตอนเย็นวันหนึ่ง ในแปลงนาซึ่งมีฝูงเหยี่ยวดำนับร้อย ๆ ตัวบินแล่นไปมาปะปนอยู่กับนกยางและนกแอ่นฝูงใหญ่ ทั้งเจ้านกอินทรีหัวไหล่ขาว ซึ่งสีขนอ่อนกว่า แต่ตัวใหญ่กว่านกอินทรีปีกลาย (Greater Spotted Eagle) ซึ่งสีเข้มกว่า ตัวเล็กกว่า แต่ตัวไม่เต็มวัยทั้งคู่ (ช่างภาพบอก) ก็มาเกาะรวมฝูงหากินกับเขาด้วย แถมยังยืนหันหน้าชนกันให้เราดูอยู่นาน ดูแล้วชื่นใจจริง ๆ อดนึกในใจไม่ได้ว่า “เออ...ประเทศไทยก็มีนกอินทรีให้ดูด้วยนะ”

          ไฮไลต์สุดยอดของการดูเจ้านกอินทรีคราวนี้อยู่ที่บ้านทุ่งเฟื้อ คือตอนที่ช่างภาพขับผ่านมันไปแล้วในระยะไม่เกิน ๓๐ เมตร ขอย้ำไม่เกิน ๓๐ เมตรจริง ๆ มีเพียงคลองชลประทานไม่กว้างนักกั้นอยู่ ช่างภาพถอยรถและบอกเราว่า “ป้าเงียบ ๆ นะ” มองไปด้านซ้ายมือ มันอยู่นั่น ตอนแรกเราไม่เห็นหรอก เพราะมีต้นมะขามเทศและพุ่มไม้บัง พอมีช่องมองทะลุผ่านไปเท่านั้นแหละ ตกตะลึงจริง ๆ เพราะพอเห็นใกล้ขนาดนี้ ตัวมันใหญ่มาก เพราะสวยสง่าน่ามองไปหมดทุกท่วงท่า ไม่ว่าจะยืน หรือจะร่อน โฉบไปมา โฉบกินเหยื่อ อิทธิพลของไอ้ยักษ์นี้ เห็นได้จากการที่ช่างภาพผู้เชี่ยวชาญและไม่เชี่ยวชาญการดูนกทั้งหลายที่มารวมตัวกันดูมันโดยมิได้นัดหมาย
 
          ปีหน้าฟ้าใสมาเที่ยวเมืองไทยใหม่นะจ๊ะ ช่างภาพกับเราจะตามไปดูอีก

  

        ที่มา : อนุสาร อ.ส.ท. ปีที่ ๔๕  ฉบับที่ ๑๐  พฤษภาคม ๒๕๔๘
แหล่งอ้างอิง : http://www.osotho.com/th/content/indexdetail.php?ContentID=1218&myGroupID=4